โพสต์เฟซบุ๊ก แบบไหนไม่ทำให้ลูกค้าอึดอัด เหมือนโดนยัดเยียดการขายตลอดเวลา

ทุกวันนี้ร้านค้าออนไลน์ใช้สื่ออย่าง Facebook เป็นตัวช่วยสำคัญในการขาย โดยเฉพาะการโพสต์เฟซบุ๊กรัว ๆ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายคุ้นชินกับสินค้าหรือแบรนด์ของเรา แต่รู้หรือไม่ว่าบางทีการที่ลูกค้าเห็นแต่โพสต์ขายของบ่อย ๆ มันทำให้รู้สึกเบื่อและอาจส่งผลร้ายแรงกว่าคือคิดติดลบกับร้านเราจนต้องเลิกติดตามไปเลยก็มี จึงอยากนำเสนอวิธีโพสต์เฟซบุ๊กที่ไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าโดนขายของตลอดเวลา โพสต์เฟซบุ๊ก แบบนี้ดีต่อใจทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ     อย่ากระหน่ำโพสต์ติด ๆ กันมากเกินไป – บางคนไม่เข้าใจและคิดว่าการโพสต์เฟซบุ๊กติด ๆ กันเฉพาะเรื่องของการขายล้วน ๆ ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้นเคย แต่ในความเป็นจริงเขาจะเบื่อและไม่อยากติดตามคุณอีกต่อไป แนะนำว่าให้ลดโพสต์การขายลง อาจจะ 2-3 วันครั้งก็ได้แล้วใช้ปักหมุดบนหน้าเพจของเราแทน   ให้สาระความรู้บ้างดีกว่า – การโพสต์พวกสาระความรู้ที่ไม่ได้มีสินค้าเข้ามาเกี่ยวข้องแต่เนื้อหาเกี่ยวโยงกันมันช่วยเพิ่มความรู้สึกดี ๆ ให้กับลูกค้าได้ โดยเขาจะรู้สึกว่าเพจนี้ไม่ได้ยัดเยียดเรื่องของการขายอย่างเดียว แต่มีสารประโยชน์ให้ได้ศึกษา ทำให้น่าติดตามมากขึ้น     ไม่จำเป็นต้องลงท้ายด้วยการขายทุกโพสต์ – นี่ก็สำคัญ เพราะบางคนต่อให้เป็นสาระความรู้แต่พอลงท้ายก็ขายของตลอดแบบนี้ลูกค้าอาจไมชอบใจเอาก็ได้   ลักษณะการโพสต์เฟซบุ๊กที่ดีในการขายของออนไลน์จะช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน ลองเอาไปใช้กันดูเชื่อว่าขายดีขึ้นแน่  

นอกจากคีย์เวิร์ด การทำบทความ SEO ที่ดีต้องมีอะไรอีก

ทุกคนมักเข้าใจว่าการทำบทความ SEO ให้ประสบความสำเร็จหัวใจสำคัญที่สุดคือการใช้คีย์เวิร์ดอย่างเหมาะสม นั่นไม่ใช่เรื่องผิดแต่จริง ๆ แล้วองค์ประกอบอื่น ๆ ของการทำบทความยังมีให้ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน เพราะต่อให้ SEO คีย์เวิร์ดดีแค่ไหนแต่หากขาดการเอาใจใส่ส่วนต่าง ๆ ที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้บทความก็ไม่มีความหมายและการได้รับความสนใจย่อมน้อยลง เนื้อหาของบทความ เริ่มต้นด้วยเนื้อหาของบทความต้องเป็นเนื้อหาที่น่าอ่าน คำว่าน่าอ่านในที่นี้ไม่จำเป็นต้องใส่สาระความรู้เพียงอย่างเดียว อาจใช้สำนวนในการเขียนแปลกใหม่ เขียนติดตลกให้อ่านจนเพลินไปเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตามหากเป็นบทความแนวให้ความรู้ก็ไม่ควรใส่คำตลกมากจนเกินไปเพราะจะทำให้ความความน่าเชื่อถือได้ จำนวนคำในบทความ ขึ้นชื่อว่าบทความไม่ใช่การเขียนนิยายหรือรายงาน จำนวนคำที่มีจึงต้องเหมาะสม ไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป โดยมาตรฐานของจำนวนคำที่เหมาะสมเริ่มต้นตั้งแต่ 300 คำขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาด้วยหากเนื้อหายาวมาก ๆ แนะนำให้แบ่งย่อยเป็นหัวข้อเพื่อผู้อ่านจะได้ไม่รู้ว่ายืดยาวจนเกินไปและไม่น่าอ่าน อ้างอิงข้อมูลที่นำมาใช้ หากเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องมีแหล่งอ้างอิงแนะนำว่าควรใส่อ้างอิงนั้น ๆ ลงไปด้วยเพื่อความน่าเชื่อถือที่มากกว่าเดิม เป็นการยืนยันว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่หามาใส่ในบทความนั้นมีหลักฐานชัดเจนไม่ใช่การคิดเองทำเองขึ้นมา จะเห็นได้ว่าการเขียนบทความที่ดีเพื่อให้ตอบโจทย์ไม่ใช่แค่เลือกคีย์เวิร์ดเท่านั้น แต่ยังต้องมีปัจจัยต่าง ๆ รอบด้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หากทำได้ทั้งหมดนี้การสร้างบทความที่ดีย่อมไม่ใช่เรื่องยาก